2008/Oct/08

 

ดนตรีแห่งฟากฟ้ากำลังบรรเลง
ส่งท่วงทำนองแห่งสายฝนลงเต้นรำในอากาศ
ตกกระทบผิวสัมผัส...เกิดเป็นจังหวะ

ระรัว...

วันนี้โลกช่างชุ่มชื่นเสียเหลือเกิน
ฉันคิดว่าฝนเป็นปรากฏการณ์ที่โลกมีไว้เพื่อจะได้ชะล้างผืนแผ่นดินนี้เสียบ้าง
ถึงแม้จะน่าหงุดหงิดกับรถราบนท้องถนนกรุงเทพฯ ที่ไม่เคลื่อนตัวเลยสักนิด
โดยเฉพาะช่วงเย็นๆ ค่ำๆ ที่มนุษย์ออฟฟิศมากมายกรูกันกลับบ้าน
แต่ฉันก็ชอบบรรยากาศที่ได้นั่งอยู่ในรถยนต์ส่วนตัวที่มีแอร์เย็นฉ่ำเช่นนี้
เปิดเพลงเพราะๆ สบายๆ ให้ดังกลั้วกับเสียงของสายฝน
ปรับเบาะให้เอนเล็กน้อย ส่งแผ่นหลังของตัวเองแนบไปกับมัน
ศีรษะพิงพนักเบาะด้านหน้าข้างคนขับ... ปล่อยตัวเองให้ผ่อนคลาย

ในช่วงเวลาแบบนี้มักทำให้ฉันมีความสุขเหมือนได้ล่องลอยไป


กับเขา...คนรักที่นั่งอยู่ข้างฉันในตอนนี้

เราสองคนต่างเหม่อมองดูสายฝนกันไปคนละทาง

แต่ถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้มองหน้ากัน
ฉันรับรู้ถึงความสุขนี้ได้
ผ่านอุณหภูมิอุ่นๆ ของอากาศในช่องว่างแคบๆ ระหว่างมือของเราที่เกาะกุมกัน

ฉันยิ้มในใจพลางทอดสายตา....
นั่งดูหยดน้ำ...เคลื่อนไหวและรวมตัวกันไหลลงผ่านบานกระจกอย่างช้าๆ


อยากให้ช่วงเวลาตอนนี้....เนิ่นนาน....แสนนาน

 

 

 

 

 


ทำไมวันนี้ฝนมันถึงตกกระหน่ำขนาดนี้ก็ไม่รู้
ถีบรถออกมาตั้งแต่เช้า เพิ่งมีคนซื้อปลาหมึกไปได้แค่สามตัว
ตัวใหญ่ตัวละสิบบาท ตัวเล็กอีกสองตัวตัวละห้าบาท

แล้วจู่ๆ ฝนก็เทลงมาหยั่งกับฟ้ารั่ว ถ่านที่ซื้อมาไว้เปียกหมด
เหลือปลาหมึกแค่ไม่กี่ตัวที่ปิ้งเหลือไว้ตั้งแต่เมื่อวานไว้ขาย
แต่อย่าว่ากระนั้นเลย
คนจะซื้อก็หลบฝนหายเข้าบ้าน หายเข้าตึกกันไปหมด
อีกทั้งคนที่ติดแหง็กอยู่ในรถบนถนนอีกเป็นร้อยเป็นพัน
ป่านนี้ไม่รู้ไอ้ตัวเล็กที่บ้านจะเป็นยังไงบ้าง
ถ้าแม่มันรองน้ำที่รั่วบนหลังคาไม่ทันคงเปียกปอนกันไปหมดแล้วกระมัง
นี่ถ้าพี่มันกลับจากโรงเรียนทันคงได้ช่วยแม่บ้าง

"ค่ำมืดแล้ว หยุดตกเสียทีโว้ย คนจะทำมาหากิน"

ผมพึมพำกับตัวเอง เงยหน้ามองขึ้นฟ้า น้ำฝนหยดลงมาแทงตาราวกับจะเยาะเย้ย

ผมหยิบเศษเหรียญในกระเป๋าขึ้นมานับ

ห้า..สิบ... ยี่สิบ... .... ยี่สิบเจ็ดบาท

มีแค่นี้จะซื้ออะไรไปให้ทั้งสามชีวิตที่รออยู่ได้กินเล่า
แต่ละวันก็หาเช้ากินค่ำ ไม่มีอะไรเหลือพอให้เก็บ ต้องเป็นทุนไว้ซื้อของ
สงสารก็แต่คนสุดท้องที่กำลังกินกำลังนอน
เงินค่าเช่ารถเขาก็ยังต้องจ่ายเขา นี่ก็ติดเขามาหลายวันแล้ว
อย่างไรเสียวันนี้คงต้องจ่าย เขาจะได้ไม่มายึด

ทำอย่างไรได้....

ในเมื่อทั้งครอบครัวฝากชีวิตไว้กับรถคันนี้คันเดียว

 

วันนี้ต้องอดกันอีกแล้วหรือ


เขาก้มหน้า 

 

 

...น้ำตารินไหล

 

 


"พ่อขอโทษ"

 

 

 

 

ในใจภาวนาให้ฤดูฝนสิ้นสุดเสียที.....

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Comment

Comment:

Tweet


ฝนโปรยปราย..

ชีวิตดั่งนิยาย(ที่ขายไม่ออก)
#4 by ปิ๊กกุสังโค (118.172.109.48) At 2008-10-17 02:24,
อ่า พอจะเห็นทางนึงแล้ว ..

วันนี้ผมนั่งดูหนังเรื่อง Sunshine ไม่รู้ว่าคุณได้ดูหรือยัง

่มีอย่างนึงที่ทำให้ผมพอจะเห็นคำตอบของคำถามนี้ ..

คือ พวกเค้าพยายามอย่างมาก ทะเลาะเถียงกัน เศร้า กลัวตาย เครียดจนเกิดสภาวะจิตใจไม่ปกติ
เพื่อแผนการที่จะจุดแสงสว่างดวงอาทิตย์อีกครั้งให้สำเร็จ

ผมถามตัวเองว่าที่เขาเป็นกัน ขนาดนี้ มันเพื่ออะไร คิดไปคิดมา ก็เพื่อการดำรงโลกนี้ให้คงอยู่ ให้เพื่อนร่วมชีวิตอีกนับไม่ถ้วนคงอยู่

"การให้ การเสียสละโดยไม่หวังผลตอบแทน หรืออาจจะหวังเพียงแค่ให้คนอื่นมีความสุข การให้โดยสุดใจ สุดชีวิต"

นี่หรือป่าวนะคือคำตอบที่ดีที่สุด ที่จะจำกัดความคำว่า "ความดีที่แท้จริง"

เราก็ให้เค้า เค้าก็ให้เรา ทุกคนเสียสละให้กันและกัน เข้าอกเข้าใจกัน

ตอนนี้ผมยังคิดได้เท่านี้ แล้วคุณคิดว่าไงครับ มันพอได้ไม๊ อิอิ
#3 by Euphoria In Peace ㋡ At 2008-10-08 19:59,
555 บางมุมเวลาที่ผมปลดปลงกับชีวิต
ผมก็คิดแบบคุณเนี่ยแหละครับ
บ่นอยู่เสมอว่าทุกอย่างคือสิ่งสมมุติ
อะไรคือสิ่งที่เราบรรทัดถานความดี
เพราะในเมื่อมันเป็นนามธรรม ที่เราจับต้องไม่ได้
ได้แต่คิดไปคิดมาว่านั่นดี นี่ดี
แต่เมื่อเราทำอะไรมันก็จะสะท้อนเชื่อมโยงกันไปเป็นทอดๆ

ซึ่งอาจมีผลเสียโดยที่คาดไม่ถึงก็เป็นได้ นั่นสิครับ
ก็ยังคิดไม่ตกเหมือนกันสำหรับ

"ความดีที่จะไม่สร้างความเดือดร้อน ความดีที่แท้จริง"

ขอบคุณมากครับสำหรับคำถาม คำเสนอแนะ แวะมาเยี่ยมกัน

ผมขอเวลานั่งคิดนั่งทบทวน รวบรวมอีกนิด จะต้องหาคำตอบมาให้คุณให้ได้ อิอิ big smile

โดยที่ผมเพิ่มโจทย์ให้กับตัวเองด้วย ว่าจะนิยามความดีที่แท้จริง "แบบเข้าใจง่ายๆ" ในศาสนาของผม จะพูดออกมายังไงดี

สนุกเช่นกันครับ
cry
#2 by Euphoria In Peace ㋡ At 2008-10-08 13:04,
เป็นบทความที่ดีเหลือเกินครับคุณ เป็นมุมเล็กที่กระแทกเข้าไปถึงทรวงในจริงๆ
Hot! Hot! Hot!
#1 by Euphoria In Peace ㋡ At 2008-10-08 05:22,